วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กิจกรรมที่2

1. ความหมายของโครงงานคอมพิวเตอร์


 คือ กิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้นักเรียนมีอิสระทางความคิดทางการศึกษาปัญหาและสิ่งต่างๆ ที่ตนเองในใจ โดยนักเรียนต้องมีการวางแผนการศึกษาและนักเรียนจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ความรู้กระบวนการทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และวัสดุอุปกรณ์ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน ซึ่งอาจมีผู้ศึกษามาก่อน หรือเป็นเรื่องที่นักพัฒนาโปรแกรมได้เคยค้นคว้าและพัฒนาแล้ว นักเรียนสามารถท าโครงงานเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องคิดดัดแปลงแนวทางในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากผลงานเดิมที่มีผู้รายงานไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้นหรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ประดิษฐ์
ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆตลอดจนการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ การพัฒนาความคิดใหม่ๆ ความมีคุณธรรมจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และทำให้เกิดความสามัคคีในการทำงาน
ร่วมกันเป็นกลุ่ม รวมถึงการฝึกความกล้าแสดงออกในการน าเสนอผลงานของตน

2. ความสำคัญของโครงงานคอมพิวเตอร์

โครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้
1.ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถที่เกิดจากการที่นักเรียนเป็นผู้ทำโครงงานต้องนำเสนอผลงานให้ ครูและเพื่อนนักเรียนให้เข้าใจโครงงานคอมพิวเตอร์ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ทำโครงงานต้องสื่อสารความคิดในการสร้างสรรค์โครงงานด้วยการเขียน หรือด้วยปากเปล่า รวมทั้งเลือกใช้รูปแบบของสื่ออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำเสนอแนวคิดในการจัด โครงงานให้ผู้อื่นได้เข้าใจ
2.ความสามารถในการคิด ซึ่งผู้เรียนจะมีการคิดในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
  1. การคิดวิเคราะห์ เกิดจากการที่ผู้เรียนต้องวิเคราะห์ปัญหาและแยกแยะสาเหตุว่าเกิดเนื่องจากอะไร
  2.  การคิดสังเคราะห์ เกิดจากการที่ผู้เรียนต้องนำความรู้ต่าง ๆ ที่เรียนมา รวมทั้งความรู้จากการค้นหาข้อมูล เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหรือการสร้างสรรค์โครงงาน
  3. การคิดอย่างสร้างสรรค์ เกิดจากการที่ผู้เรียนนำความรู้มาสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ
  4. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เกิดจากการที่ผู้เรียนได้มีการคิดไตร่ตรองว่าควรทำโครงงานใดและไม่ควรทำโครง งานใด เนื่องจากโครงงานที่สร้างขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เช่น โครงงานระบบคำนวณเลขหวย สำหรับหาเลขที่คาดว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจะออกในแต่ละงวด อาจส่งผลกระทบต่อสังคม ทำให้คนในสังคมเกิดความหมกมุ่นในกับการใช้เงินเล่นหวยมากขึ้น
  5. การคิดอย่างเป็นระบบ เกิดจากการที่ผู้เรียนคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน โดยใช้ขั้นตอนในการพัฒนาโครงงาน คือ ผู้เรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษา ค้นคว้า เก็บรวบรวมข้อมูล พัฒนา หรือประดิษฐ์คิดค้นผลงาน รวมทั้งการสรุปผลและการนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยมีผู้สอนและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ให้คำปรึกษา
3.ความสามารถในการแก้ปัญหา เกิดจากการที่ผู้เรียนวิเคราะห์ปัญหา เข้าใจ และอธิบายปัญหาทางด้านคอมพิวเตอร์ รวมทั้งประยุกต์ความรู้ ทักษะ และการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหา
4.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เกิดจากการที่ผู้เรียนได้นำความรู้และกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการพัฒนาโครงงาน และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาโครงงาน ก่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง อันนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
5.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เกิดจากการที่ผู้เรียนสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแก้ปัญหาได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม
 3. ขอบข่ายของโครงงานคอมพิวเตอร์
1. เป็นกิจกรรมการเรียนให้นักเรียนศึกษา ค้นคว้า ปฏิบัติดัวยตนเองโดยอาศัยหลักวิชาการทางทฤษฎีตามเนื้อหาโครงงานนั้นๆ หรือจากประสบการณ์และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นมากแล้ว
2. นักเรียนทุกคนพิจารณาจัดทำโครงงานด้วยตนเอง หรือเป็นกลุ่มโดยใช้ระยะเวลาสั้นๆ เป็นภาคเรียน หรือมากว่าก็ได้ แล้วแต่โครงงานเล็กหรือใหญ่
3. นักเรียนเป็นผู้พิจารณาริเริ่มสร้างสรรค์ คัดเลือกโครงงานที่จะศึกษาค้นคว้าปฏิบัติด้วยตนเองตามความถนัด สนใจ และความพร้อม
4. นักเรียนเป็นผู้เสนอโครงงาน รายละเอียดของโครงงาน แผนปฏิบัติงานและการแปลผล รายงานผลต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อดำเนินงานร่วมกันให้บรรลุตามจุดหมายที่กำหนดไว้
5. เป็นโครงงานที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถของนักเรียนตามวัยและสติปัญญา รวมทั้งการใช้จ่ายเงินดำเนินงานด้วย

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กิจกรรมที่1 : วิชาเฉพาะแพทย์


TCAS หรือ Thai University Center Admission System เป็นระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเริ่มนำมาใช้ในปีการศึกษา 2561 เป็นระบบที่ออกแบบโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)
TCAS มีขั้นตอนอย่างไร
ระบบ TCAS ที่ทาง ทปอ. ได้ประกาศออกมา มี 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. คัดเลือกโดยการส่งแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
ในรอบนี้จะพิจารณาจากผลงานของนักเรียนที่นำมาใส่ Portfolio ไม่มีการสอบข้อเขียน ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกนักเรียนจำนวนหนึ่ง อาจจะมีกาสัมภาษณ์หรือทดสอบทักษะเฉพาะทาง โดยการคัดเลือกในรอบนี้เป็นแค่การ Pre-screening เท่านั้น
2. สมัครโควตาแบบมีสอบข้อเขียน สำหรับนักเรียนในพื้นที่
ในรอบนี้จะเป็นการรับนักเรียนแบบโควตา สำหรับนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ หรือ รอบเขตการศึกษา ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด ในขั้นตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยสามารถจัดสอบเองได้เลย หรือจะใช้ข้อสอบส่วนกลาง อย่าง 9วิชาสามัญ หรือ GAT/PAT เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา
3. การรับตรงร่วมกัน
ในรอบนี้เป็นการสอบรับตรง ซึ่งโครงการรับตรงอย่าง กสพท. ก็รวมอยู่ในรอบนี้ด้วย โดยทาง ทปอ. จะเป็นส่วนกลางในการรับสมัครในรอบนี้ และทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาผลการคัดเลือก โดยผู้สมัครสามารถเลือกได้ 4 สาขาวิชา
4. การรับ Admission
ในรอบนี้ยังคงใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกแบบ Admission โดยใช้องค์ประกอบของคะแนน อย่างเช่น GPAX, O-NET, GAT/PAT หรืออื่นๆ ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกได้ 4 สาขาวิชา
5. การรับตรงแบบอิสระ
ทางมหาวิทยาลัยสามารถใช้เกณฑ์การสอบที่จัดขึ้นเอง หรือการสอบวิชาเฉพาะ และส่งผลการคัดเลือกให้ทาง ทปอ.
เหมือนหรือแตกต่าง?

ทุกๆคนคงจะสงสัยว่ามันต่างกับการคัดเลือกที่ผ่านๆมายังไง ระบบTCAS มีการเพิ่ม Clearing-House เป็นระบบที่ใช้ในการยืนยันสิทธิ์ ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในแต่ละรอบจะต้องกดยืนยันสิทธิ์เคลียริ่งเฮาส์ในการที่จะเข้าเรียนได้แค่คนละ 1 ที่ เท่านั้น ระบบนี้สร้างมาเพื่อไม่ให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกหลายๆที่พร้อมกัน “กันที่” ของคนอื่นนั่นเอง และยังสะดวกต่อทางมหาวิทยาลัยในการนับจำนวนคนอีก



กสพท. คืออะไร ต้องสอบอะไรบ้าง ???


สพท. ที่ได้ยินกันคุ้นหูหรือเรียกจนติดปาก คือชื่อย่อ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่ง กสพท ในปี 2561 เป็นการรวมกลุ่มของคณะแพทยศาสตร์ 16 สถาบัน คณะทันตแพทยศาสตร์ 9 สถาบัน และคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ 8 สถาบัน และเภสัชศาสตร์ 11 สถาบัน ซึ่งในปีการศึกษา 2561 กสพท อยู่ในรอบที่ 3 การรับตรงร่วมกันในระบบ TCAS
ผู้สมัครที่เลือก กสพท จะสามารถเลือกในลำดับย่อยใน กสพท ได้ 4 ลำดับ เรียงลำดับตามความต้องการเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา มาดูข้อมูลปี 57-61 กันค่ะ
ตารางจำนวนรับผ่านระบบ กสพท. (ข้อมูลปี 57 – 61)
การสอบ กสพท. ปีจำนวนรับ
กลุ่มแพทย์25572558255925602561
แพทยศาสตร์12151208119812131391
ทันตแพทยศาสตร์260279274255328
สัตวแพทยศาสตร์120215272
เภสัชศาสตร์160675
รวม147514871592 1843 2666
เห็นได้ว่าจำนวนที่เปิดรับคณะแพทยศาสตร์จะอยู่ในกรอบ 1198 – 1391 ที่นั่ง ถือว่ามีจำนวนที่สูง คณะทันตแพทย์ก็จะโดดขึ้นมาหลัก 328 ที่นั่ง ส่วนคณะเภสัชศาสตร์เพิ่งเริ่มเข้า กสพท. เมื่อปี 60 และมีจำนวนรับที่เพิ่มขึ้นสูงมาก แต่จากตารางที่แสดงมานั้นก็พอจะทำให้เราตระหนักได้ทันทีว่าสนามนี้สำคัญกับว่าที่แพทย์จริงๆ

สอบ กสพท. ใช้คะแนนกี่ส่วน แต่ละส่วนสอบอย่างไรบ้าง
          ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญมากทั้งการทำความเข้าใจ การทบทวนหนังสือ การลำดับความสำคัญในการเตรียมตัวสอบ เพราะ ติดไม่ติดแพทย์ กสพท. วัดจากองค์ประกอบ 2+1 อันได้แก่
1.วิชาเฉพาะ หรือ วิชาความถนัดแพทย์ คือวิชาที่สมัครสอบพร้อมสมัคร กสพท. ใช้เป็นสัดส่วนทั้งหมด 30% โดยประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้
1.1 เชาว์ปัญญา เช่น คณิตศาสตร์ อนุกรมเลข อนุกรมภาพ การอ่านจับใจความ เป็นต้น
1.2 จริยธรรมทางการแพทย์ ซึ่งไม่มีสอนในห้องเรียน
1.3 ทักษะการเชื่อมโยง คล้ายๆกับ GAT ที่ก็มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้างนะคะ
สัดส่วนคะแนนของวิชาความถนัดแพทย์ถือเป็นวิชาที่มีค่าน้ำหนักสูงที่สุด น้องจึงต้องวางแผนและเตรียมตัวให้ดี
2.วิชาสามัญ
คือการสอบที่จัดสอบโดย สทศ. ใช้ 7 วิชา ในสัดส่วน 70% ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ)  มีน้ำหนักคะแนน 40% คณิตศาสตร์1   20% ภาษาอังกฤษ 20% ภาษาไทย10% สังคมศึกษา 10% โดยมีเกณฑ์ที่ต้องสอบได้เท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 30 ทุกกลุ่มสาระวิชา
3.O-NET ม.6
ข้อสอบวัดมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียน โดย O-NET จะไม่ได้นำมาเป็นสัดส่วนในองค์ประกอบการคิดคะแนน แต่น้องจะต้องทำคะแนนรวมทุกวิชาไม่ต่ำกว่า 60% ดังนั้นประเภทการสอบนี้ไม่ได้เช่นกัน
ตัวอย่างการเลือกคณะ/ สาขาวิชา ในรอบ 3 ที่มี กสพท ร่วมด้วย
หมายเหตุ

 สาขาวิชาที่อยู่ใน กสพท ทั้งหมดจะไม่สามารถเป็นตัวเลือกนอก กพสท
 กสพท จะส่งสาขาวิชาที่ได้กลับคืนให้ TCAS เพียง 1 ลําดับ


วิชาความถนัดแพทย์

 ความถนัดแพทย์ คือ การสอบวิชาเฉพาะที่น้องๆ ที่ใฝ่ฝันอยากจะเข้าคณะแพทยศาสตร์ต้องคุ้นเคยกับชื่อสนามสอบนี้แน่นอน เพราะการสอบความถนัดแพทย์ เป็นการสอบวิชาเฉพาะ เพื่อวัดความสามารถส่วนบุคคล ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนสำหรับการเป็น “แพทย์” ในอนาคต โดยการสอบความถนัดแพทย์มีสัดส่วนคะแนนถึง 30% ต่อ 100% จึงนับว่าสำคัญมาก ไม่แพ้คะแนนจากการสอบวิชาสามัญอื่นๆ

ความถนัดแพทย์ สอบอะไร?

การสอบ “ความถนัดแพทย์” ข้อสอบจะแบ่งออกเป็น 3 Part หลักๆ คือ

Part 1
IQ 
หรือเชาว์ปัญญา ความสามารถในการคำนวณ การจับใจความ สังเคราะห์และคิด อย่างมีจิตวิญญาณ

     ส่วนนี้แนวข้อสอบจะเน้นไปที่คณิตศาสตร์เบื้องต้น อย่าง ตรรกศาสตร์ อนุกรม การจับคู่ ความสัมพันธ์ ฯลฯ และแนวภาษาไทยที่เป็นรูปแบบบทความ ให้อ่านเพื่อจับใจความ แล้ววิเคราะห์ ซึ่งส่วนใหญ่พาร์ทนี้ต้องใช้เวลาในการคำนวณ คิด วิเคราะห์ และขึ้นชื่อว่าเป็นพาร์ทของความถนัดแพทย์ที่ยากที่สุด

ทริค : ฝึกทำโจทย์ให้เยอะเข้าไว้ เพื่อให้คุ้นเคยกับรูปแบบของโจทย์มากที่สุด

Part 2
จริยธรรมแพทย์

     ขึ้นชื่อว่าความถนัดแพทย์ ก็ต้องมีเรื่องจริยธรรมแพทย์เข้ามา แม้ข้อสอบในส่วนนี้จะชัดเจนว่าเน้นไปเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และไม่ต้องคิดคำนวณ เหมือนกับพาร์ทแรก แต่สิ่งที่ไม่ควรประมาทคือแนวโน้มข้อสอบมักเป็นกรณีและสถานการณ์ต่างๆ ทั่วไปในสังคม เนื้อข้อสอบค่อนข้างอ้างอิงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน น้องๆ จึงควรติดตามข่าวสารบ้านเมือง เหตุการณ์สำคัญต่างๆ รอบตัวให้สม่ำเสมอ เพื่อฝึกคิดวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น การตัดสินใจ การให้เหตุผลตามกฏหมายแพทย์ เพราะใน 1 ข้อ อาจมีหลายคำตอบ แต่ได้คะแนนแตกต่างกันไป

Part 3
เชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผล

     แนวโน้มข้อสอบของความถนัดแพทย์นั้นจะคล้ายกับ GAT ที่เป็นข้อสอบในรูปแบบบทความให้อ่าน แล้วกำหนดข้อความรหัสมาให้ เป็นการทดสอบทักษะในการอ่านบทความและการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อความที่โจทย์กำหนดมาได้อย่างถูกต้อง แม้พาร์ทนี้จะขึ้นชื่อว่าเป็นพาร์ทที่ง่ายที่สุดในการสอบ แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะยิ่งข้อสอบมีแนวโน้มง่ายมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องรอบคอบในการทำข้อสอบให้ดี เพื่อเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุด
จะเห็นได้ว่าข้อสอบความถนัดแพทย์ ทั้ง 3 Part มีจุดเด่น ข้อแตกต่างกันอย่างชัดเจนหากน้องๆ จับใจความสำคัญของแต่ละ Part ให้ดี วางแผนการฝึกวิเคราะห์ ฝึกทำโจทย์มาก่อน และมีสติรอบคอบกับทุกข้อที่ทำ เชื่อว่าการที่จะได้คะแนนสูงในการสอบวิชาความถนัดแพทย์ ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

คลังข้อสอบวิชาเฉพาะแพทย์

Part เชาว์ปัญญา

ติวความถนัดแพทย์ กสพท 60 PART-เชาว์ปัญญา กับ พี่กอล์ฟ - WE BY THE BRAIN



ใจดีพี่เฉลยให้ ความถนัดแพทย์ PARTเชาวน์ปัญญา ปี57 By พี่แท็ป ALevel


We're OnDemand U're Medical ปี59 - ติวความถนัดแพทย์ พาร์ทเชาว์ปัญญา by พี่แท็ป ALevel



Part จริยธรรม

ติวความถนัดแพทย์ กสพท 60 PART-จริยธรรมทางการแพทย์ กับ พี่หมอปู - WE BY THE BRAIN


We're OnDemand U're Medical ปี59 - ติวความถนัดแพทย์ พาร์ทจริยธรรมทางการแพทย์ by พี่วิเวียน OnDemand



Part เชื่อมโยง


ติวความถนัดแพทย์ พาร์ทเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผล | We're OnDemand U're Medical ปี60



ติวความถนัดแพทย์ กสพท 60 PART-ความคิดเชื่อมโยง กับ พี่ยู - WE BY THE BRAIN



ตัวอย่างข้อสอบวิชาเฉพาะแพทย์




ความถนัดเเพทย์ ondemand from firstnarak


ตัวอย่างข้อสอบ





วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ใบงานที่4


เนบิวลา  ( Nebula )


         
ดาวเกิดจากการรวมตัวของแก๊สและฝุ่นในอวกาศ (Interstellar medium)  เมื่อมีมวล มวลมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกันตามกฎความโน้มถ่วงแห่งเอกภพ (The Law of Universal) ของนิวตันที่มีสูตรว่า F = G (m1m2/r2) แรงดึงดูดแปรผันตามมวล มวลยิ่งมากแรงดึงดูดยิ่งมาก เราเรียกกลุ่มแก๊สและฝุ่นซึ่งรวมตัวกันในอวกาศว่า “เนบิวลา” (Nebula) หรือ “หมอกเพลิง” เนบิวลาเป็นกลุ่มแก๊สที่ขนาดใหญ่หลายปีแสง แต่เบาบางมีความหนาแน่นต่ำมาก องค์ประกอบหลักของเนบิวลาคือแก๊สไฮโดรเจน เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นธาตุที่มีโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นธาตุตั้งต้นของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล 
        เนบิวลามีอุณหภูมิต่ำ เนื่องจากไม่มีแหล่งกำเนิดความร้อน ในบริเวณที่แก๊สมีความหนาแน่นสูง อะตอมจะยึดติดกันเป็นโมเลกุล ทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงดึงดูดแก๊สจากบริเวณโดยรอบมารวมกันอีก ทำให้มีความหนาแน่นและมวลเพิ่มขึ้นอีกจนกระทั่งอุณหภูมิภายในสูงประมาณ 10 เคลวิน   มวลที่เพิ่มขึ้นทำให้พลังงานศักย์โน้มถ่วงของแต่ละโมเลกุลที่ตกเข้ามายังศูนย์กลางของกลุ่มแก๊ส เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อน และแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา  
        ต่อมาเมื่อกลุ่มแก๊สมีความหนาแน่นสูงขึ้นจนความร้อนภายในไม่สามารถแผ่ออกมาได้ อุณหภูมิภายในแกนกลางจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  มวลของแก๊สมีแรงโน้มถ่วงสูงจนเอาชนะแรงดันซึ่งเกิดจากการขยายตัวของแก๊สร้อน กลุ่มแก๊สจึงยุบตัวเข้าสู่ศูนย์กลางจนมีอุณหภูมิสูงถึง 10 ล้านเคลวิน จุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันทำให้อะตอมของไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นธาตุใหม่คือ ฮีเลียม มวลบางส่วนเปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน (นิวเคลียร์ฟิวชัน) ตามสมการ E = mc2  ดาวฤกษ์จึงอุบัติขึ้นมา 
        ดาวฤกษ์ที่เกิดขึ้นใหม่มีอุณหภูมิสูงประมาณ 25,000 K เป็นดาวสเปกตรัมประเภท O แผ่รังสีเข้มสุดในช่วงอัลตราไวโอเล็ต  เนบิวลาที่ห่อหุ้มดาวดูดกลืนพลังงานจากรังสีอัลตราไวโอเล็ต และแผ่รังสีเข้มสุดในช่วง H-alpha ซึ่งมีความยาวคลื่น 656 nm ออกมาทำให้เรามองเห็นเป็น “เนบิวลาสว่าง” (Diffuse Nebula) สีแดง ได้แก่ เนบิวลาสว่างใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน (M 42 Great Orion Nebula) ในภาพที่ 1  ซึ่งเห็นได้ว่า ใจกลางของเนบิวลาสว่างมีดาวฤกษ์เกิดใหม่อยู่ภายใน





ภาพท่ี่ 1 เนบิวลาสว่างในกลุ่มดาวนายพราน        

        เนื่องจากเนบิวลามีแก๊สและฝุ่นอยู่หนาแน่น บางครั้งอนุภาคขนาดใหญ่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการแผ่รังสี จึงเกิดการกระเจิงของแสง (Scattering) ทำให้มองเห็นเป็นเนบิวลาสีฟ้า เช่นเดียวกับที่การกระเจิงของแสงอาทิตย์ในบรรยากาศโลกที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า เราเรียกเนบิวลาประเภทนี้ว่า “เนบิวลาสะท้อนแสง” (Reflection Nebula) ตัวอย่างเช่น เนบิวลาในกระจุกดาวลูกไก่ (M45 Pleiades) ดังภาพที่ 2 

     

ภาพท่ี่ 2 เนบิวลาสะท้อนแสงในกระจุกดาวลูกไก่ 

        อย่างไรก็ตามบางส่วนของเนบิวลาเป็นกลุ่มแก๊สที่มีอุณหภูมิต่ำอยู่อย่างหนาแน่น กลุ่มแก๊สเหล่านี้เหล่านี้บดบังแสงสว่างจากดาวฤกษ์เกิดใหม่หรือเนบิวลาสว่างซึ่งอยู่ด้านหลัง เราจึงมองเห็นเป็น “เนบิวลามืด” (Dark Nebula) เช่น เนบิวลารูปหัวม้าในกลุ่มดาวนายพราน (Horsehead Nebula) ดังภาพที่ 3 



ภาพท่ี่ 3 เนบิวลารูปหัวม้าในกลุ่มดาวนายพราน

        แม้ว่าในตำราเรียนจะแบ่งเนบิวลาออกเป็น 3 ประเภทคือ เนบิวลาสว่าง เนบิวลาสะท้อนแสง และเนบิวลามืด ในความจริงแล้วเนบิวลาทั้งสามชนิดเป็นเพียงปรากฎการณ์ซึ่งปรากฏให้เห็นเฉพาะในมุมมองจากโลก  หากดูในภาพที่ 4 จะเห็นว่า เนบิวลาไทรฟิด (M20 Trifid Nebula)  เป็นกลุ่มแก๊สซึ่งมีทั้งเนบิวลาสว่าง เนบิวลาสะท้อนแสง และเนบิวลามืด อยู่ในตัวเดียวกัน  ดาวเกิดใหม่ท่ีอยู่ภายในแผ่รังสีออกมากระตุ้นให้กลุ่มแก๊สท่ีอยู่บริเวณรอบๆ แผ่รังสีปรากฏเป็นเนบิวลาสว่างสีแดง แต่มีกลุ่มแก๊สหนาทึบบางส่วนมาบังแสงสว่างทำให้มองเห็นเป็นเนบิวลามืด และเกิดการกระเจิงของแสงที่กลุ่มแก๊สที่อยู่ด้านหลัง ทำให้มองเห็นเป็นเนบิวลาสะท้อนแสงสีน้ำเงิน 

ภาพท่ี่ 4 เนบิวลาทริฟิดในกลุ่มดาวคนยิงธนู



วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ใบงาน3

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2560



1. การฝากร้านใน Facebook, IG ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท
2. ส่ง SMS โฆษณา โดยไม่รับความยินยอม ให้ผู้รับสามารถปฏิเสธข้อมูลนั้นได้ ไม่เช่นนั้นถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท
3. ส่ง Email ขายของ ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท
4. กด Like ได้ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ยกเว้นการกดไลค์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน เสี่ยงเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 หรือมีความผิดร่วม
5. กด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากข้อมูลที่แชร์มีผลกระทบต่อผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ โดยเฉพาะที่กระทบต่อบุคคลที่ 3
6. พบข้อมูลผิดกฎหมายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของคอมพิวเตอร์กระทำเอง สามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ หากแจ้งแล้วลบข้อมูลออกเจ้าของก็จะไม่มีความผิดตามกฎหมาย เช่น ความเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงเฟซบุ๊ก ที่ให้แสดงความคิดเห็น หากพบว่าการแสดงความเห็นผิดกฎหมาย เมื่อแจ้งไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อลบได้ทันที เจ้าของระบบเว็บไซต์จะไม่มีความผิด
7.สำหรับ แอดมินเพจ ที่เปิดให้มีการแสดงความเห็น เมื่อพบข้อความที่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ เมื่อลบออกจากพื้นที่ที่ตนดูแลแล้ว จะถือเป็นผู้พ้นผิด
8. ไม่โพสต์สิ่งลามกอนาจาร ที่ทำให้เกิดการเผยแพร่สู่ประชาชนได้
9. การโพสเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ต้องปิดบังใบหน้า ยกเว้นเมื่อเป็นการเชิดชู ชื่นชม อย่างให้เกียรติ
10. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ต้องไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียเชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ญาติสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย
11. การโพสต์ด่าว่าผู้อื่น มีกฏหมายอาญาอยู่แล้ว ไม่มีข้อมูลจริง หรือถูกตัดต่อ ผู้ถูกกล่าวหา เอาผิดผู้โพสต์ได้ และมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
12. ไม่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใด ไม่ว่าข้อความ เพลง รูปภาพ หรือวิดีโอ
13. ส่งรูปภาพแชร์ของผู้อื่น เช่น สวัสดี อวยพร ไม่ผิด ถ้าไม่เอาภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หารายได้











ใบงานที่2

การสร้าง Blogger อย่างง่าย

ขั้นตอนที่ 1

     เข้าไปที่เว็บ http://www.blogger.com จะขึ้นหน้าจอตามรูปค่ะ


ขั้นตอนที่ 2

     จากนั้นทำการสมัคร (สำหรับบุคคลที่ยังไม่มี Gmail ) ถ้ามีแล้วให้ล๊อกอินได้เลยค่ะ


ขั้นตอนที่ 3

     ให้กรอกข้อมูลตามความเป็นจริงนะค่ะ



ขั้นตอนที่ 4

     คลิกที่ปุ่มสร้างบล๊อกใหม่ตามรูปค่ะ




ขั้นตอนที่ 5

     พอคลิกแล้วจะขึ้นตามรูปนะคะ    จากนั้นให้กรอกข้อมูลลงไปค่ะ      เลือกแม่แบบตามใจชอบได้เลยค่ะ


ขั้นตอนที่ 6

    คลิกปุ่มตามรูปเลยค่ะ


ขั้นคอนที่ 7

    ใส่ข้อมูลต่างๆเลยค่ะ


ขั้นตอนที่ 8

     คลิกปุ่ม "แสดงตัวอย่าง" ถ้าชอบแล้วกดบันทึกได้เลยค่ะ

Cr data. http://thelegendblogger.blogspot.com/

ใบงานที่1

กิจกรรมที่5

My project1 from dtwbkumamon จัดทำโดย 1. นางสาว วิสสุตา  บุญช่วย  ม.6/6  เลขที่ 5 2. นางสาว ชฏารัตน์  แดงบุญเรือง ม.6...